Goecha La เดินเขาได้ยินใจ

posted in: Uncategorized | 0

Goecha La ใช้เท้า ใกล้เขา

ทั้งๆ ที่จองตั๋วไปกลับ นับจำนวนวันแล้ว อย่างน้อยเราก็มีเวลาถึงห้าวันเพื่อทำความรู้จัก อินเดีย แต่เชื่อไหม ห้าวันที่เราเผื่อกลายเป็นวันเดินทางไปยังจุดสตาร์ทตีนเขา

จริงๆ ผมไม่รู้จัก Goecha La หรอก เพื่อนบอกมา ผมมีหน้าที่สานต่อ เพราะความอยากเดินเขาในที่แปลกใหม่สำหรับเรา

แผนของเราเริ่มจากจิ้มวันไปกลับตามใจหนึ่งในสมาชิกหนุ่มเพื่อให้สะดวกสาวข้างกายแต่หักมุมตรงที่เธอไปไม่ได้ในตอนท้าย

ต่อจากนั้นจึงจองตั๋ว แล้วค่อยเตรียมแผนเดินทางหากำหนดการ ติดต่อบริษัททัวร์ เหตุการณ์ข้างหน้าไม่รู้เป็นยังไง แต่ตอนนี้เราพร้อมโดยพฤตินัย

10 วันเเดินเท้าเข้าหาภูเขา อีก 5 วันที่เหลือเราเผื่อไว้ใกล้ชิดชีวิตอินเดีย ถ้าเทียบสัดส่วนเล่นๆ เราต้องเดินเท้าไปหาความยิ่งใหญ่ของหิมาลัยถึงเกือบ 70% ของจำนวนวันทั้งหมด

ดูเหมือนไม่ยาก ถ้าไม่มีความสูงที่อากาศเบาบางเข้ามาเกี่ยว

กว่าจะใช้เท้า เราก็เหนื่อย

เราเผื่อเวลาไว้ 5 วันสำหรับถ่ายรูปเล่นๆ รู้จักชีวิตอินเดีย แต่วันจริงไม่ใช่แบบนั้น เราถึง Kolkata ประมาณตีหนึ่งกว่า ตามเวลาอินเดียที่ช้ากว่าเมืองไทยอยู่ชั่วโมงครึ่ง ตัดสินใจหามุมสงบนอนเอาแรงในสนามบิน รอเช้าแล้วค่อยไปต่อรถไฟตอนบ่ายสองสิบห้า การใช้ชีวิตระหว่างรอทุลักทุเลไม่ใช่เล่น

ต้องเดินสวนฝ่าฝูงชนอินเดียใต้ทางลอด ประหนึ่งน้ำป่าบ้าคลั่ง เชี่ยวกราก พร้อมลากเราให้กลืนหายได้ตลอดเวลา สมาธิและความแข็งแรงเท่านั้นที่พาตัวรอด

เราต้องพบการเช็คอินที่ยากที่สุดที่เคยเจอ เขียนใบลงทะเบียน เข้าห้องเรียบร้อย ยังโดนตามให้กรอกชื่อพ่อ ชื่อแม่

นอนหลับยังโดนคุกคามด้วยเสียงเคาะประตู จะเสิร์ฟชา กาแฟ แรกๆ นึกว่าโรงแรมบริการลูกค้าดีมาก รีบเปิดประตูรับ แต่พอบอกคิดตังค์ประตูแมนนวล ปิดออโต้ทันที

ต้องใจแข็งยืนนิ่ง ไม่สบตากับคนขอเงินที่มีอยู่ทุกตารางเมตร

เวลาที่รอแค่ไม่กี่ชั่วโมง แต่อินเดียรอบตัวฉุดนาฬิกาของเราให้เดินช้าเหลือเกิน

โชคดีที่จองรถไฟชั้น 2 นั่งแอร์ เลยได้ใช้เวลาอยู่บนรถไฟอย่างสงบรวม 12-13 ชม. จาก Kolkata ไปชุมทาง New Jalpaiguri (NJP) เมือง Siliguri พร้อมอาหารเสิร์ฟอย่างดี

สี่ทุ่มกว่าๆ ถึงจุดหมาย ค้างคืนชาร์จพลังแถวนี้ก่อน เพราะมีนัดรถมารับพรุ่งนี้เช้าตรู่

Intro ของเรายังไม่จบ รุ่งขึ้นต้องนั่งรถจิ๊ปเข้าไป Yuksom จุดเริ่มเดินเท้าอีก 8 ชม.

เราเสีย 1 คืน 2 วันให้ขาไป และวันคืนเท่ากันขากลับ บวกลบจนผลลัพธ์สุดท้ายเหลือแค่ 1 วันไม่ค้างคืนเท่านั้นใน Kolkata ถ้าคำนวณเวลาเป๊ะๆ อินเดียยังเป็นคนแปลกหน้าที่เรายังไม่รู้จักกันดี ทั้งที่สูญเสียพลังงานชีวิตไปไม่ใช่เล่น

แค่เงินและใจยังไปไม่ได้

อย่างหนึ่งที่แตกต่างจากทริปเดินเขาอื่น คือ การกำหนดมาตรฐานความแข็งแรงของร่างกาย อย่างน้อยต้องวิ่งได้ 5 กม. ภายในเวลาครึ่งชั่วโมงและสมาชิกต้องมีใบรับรองแพทย์ตามแบบที่บริษัทกำหนด

ใช่ เราต้องรับผิดชอบตัวเองเป็นลายลักษณ์อักษร

แค่มีเงินและใจยังไปกับเราไม่ได้ ถ้ากายยังไม่พร้อม

ข้อกำหนดเหล่านี้คงมาจากความดิบของเส้นทาง การมีข้อจำกัดในการคมนาคมขนส่งรวมถึงการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ความพร้อมทางร่างกายของนักเดินทางคือปัจจัยสำคัญอันดับต้นๆ ที่จะช่วยลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุและอาการบาดเจ็บ

เรื่องออกกำลังกายเป็นเรื่องไม่ยากสำหรับพวกเรา แต่ไม่วายไฟลนก้นตอนใกล้เดินทางอยู่ดี ยกเว้นบ้างเฉพาะบางคน หนึ่งในนั้น คือ โบ คนที่ใครๆ คิดแทนว่า ยาก ที่จะไปได้ตลอดรอดฝั่ง

สภาพร่างกายของเราเกิน 80% ในขณะที่สภาพจิตใจต้องเกินร้อยแน่นอน แต่นั่นแหละบนภูเขาสูงที่อากาศเบาบางอะไรก็เกิดขึ้นได้

หัวใจอ่อนแอที่อากาศเบาบาง

หลังจากพักที่ Yuksom 2 คืนเพื่อใช้เวลาเตรียมเอกสารส่งอุทยาน เรามีเวลาเดินเล่นในหมู่บ้านอยู่บ้าง เช้าแรกยอดเขาหิมะโผล่ทักทายเราไกลๆ

ก่อนวันเดิน ไกด์ซันดีป (Sundeep) อธิบายเราละเอียดยิบถึงการใช้ชีวิตบนระดับความสูงที่กำลังจะไต่ขึ้น สองอย่างที่ง่ายที่สุดที่ผมจำขึ้นใจ

อย่างแรก climb high and sleep down ทุกวันเราต้องเดินปรับความสูงก่อนแยกย้ายพักผ่อน

อย่างสอง คือ ต้องดื่มน้ำให้เยอะที่สุดอย่างน้อย 2 ลิตรต่อวันหรือจนฉี่ต้องไม่เหลือง

นอกนั้นเป็นเรื่องทั่วๆ ไป ต้องเคลื่อนไหวช้า หายใจยาวๆ ลึกๆ และขอให้เราปฏิบัติต่อทีมของเขาอย่างเพื่อน อย่างคนในครอบครัวซึ่งเป็นสิ่งที่ดีที่ผู้รับริการบางคนไม่เข้าใจ

สิ่งที่ผมชอบที่สุด คือ ทาง trek tre himalayas ให้ถุงผ้าเล็กๆ ไว้เก็บขยะชิ้นเล็กๆ ของตัวเองตอนเดินทาง ก่อนรวบรวมทิ้งในถุงใหญ่ที่จุดตั้งแคมป์ในแต่ละวัน

เขาบอก หิมาลัยเป็นของพวกเราทุกคน

จาก Yuksom เราเดินขึ้นๆ ลงๆ ไม่ชันมาก ผ่านป่าดิบชื้นไม่ต่างจากบ้านเราเยอะ มีน้ำตกให้ชื่นชมรพหว่างทาง บ่ายนิดๆ เราก็ถึงแคมป์แรก Sachen ที่ความสูงสองพันนิดๆ อากาศเย็นสบาย

จากอากาศกลางวันที่แค่เย็นๆ เราเลยพาลคิดเองว่า คืนนี้ไม่หนาวหรอก แต่ความเป็นจริงหนาวจนต้องขดตัวเป็นลูกขนุน นอนสั่น เคล้าเสียงกระดิ่งลารับโทษของการไม่แกะถุงนอนเพราะขี้เกียจยัดเก็บ

แคมป์แรกผ่านไปราบรื่น วันที่สองทุกคนยังมีพลังอยู่ แค่ไม่กี่ชั่วโมง เราสามารถพิชิตแคมป์ 2 ที่ Tshokha บนความสูงสองพันปลาย ความสวยงามของที่นี่ปลุกให้เราตื่น หมู่บ้านกับฝูงม้าในสายหมอกมีฉากหลังเป็นภูเขาอาบหิมะ มีรูปทรงของต้นสนประดับให้ป่ามีลูกเล่น อากาศหนาวลง เต็นท์ดี ถุงนอนอุ่น พาเราผ่านไปอีกคืน

วันที่ 3 จาก Tshokha ไป Dzongri เป็นวันที่เราไต่ความสูงมากที่สุดจากประมาณ 2900 เมตร ถึงเกือบ 4000 เมตร

“ไม่เหนื่อย แต่ลอย” คนหนึ่งบอกอาการไว้แค่นั้น เราถึงแคมป์เกือบค่ำ อากาศหนาว หมอกคลุมทางเดินบางช่วง พลังงานถูกใช้ไปเยอะ หลายคนเริ่มไม่สบาย รสชาติอาหารเริ่มเป็นเหตุผลหนึ่งที่คุกคามสภาพจิตใจ โชคดีที่หลายคนเตรียมเสบียงไปด้วย เย็นนี้เราไม่ต้องเดินปรับระดับ เพราะพรุ่งนี้ตี 4 เรามีนัดเดินขึ้นจุดชมวิวที่ความสูงเกือบๆ 4200 เมตร

มื้อเย็นวันนี้ ผมมั่นใจทุกคนจำน้ำพริกคั่วของนายหัวได้ไม่ลืม น้ำพริกสำหรับ 8 วัน แต่หมดได้ในเวลาไม่เกิน 15 นาที

กลางคืนหนาว ฝนตก ลมแรงราวเต็นท์จะปลิว จนผมนอนคิดจะเก็บของใส่เป้ หากพายุถล่มจะได้หนีง่าย

เหตุการณ์ปกติตอนไหนไม่รู้ แม้จะกังวลอยู่บ้าง แต่หลับสบาย ตื่นอีกทีตอนตีสี่ เดินขึ้นจุดชมวิว ยอด Kangchenddzonga อวดโฉมเราครั้งแรกแค่ไม่กี่นาที ก่อนสายหมอกพรากเขาทั้งเทือกไปจากเรา

ทั้งวันเราใช้เวลาอยู่แคมป์ไซส์ ซันดีปอนุญาตให้งีบกลางวันได้ เรามีเวลาชาร์จพลัง ยกเว้น นนท์ เอ็ม และเด่นที่ความเจ็บป่วยเริ่มคุกคามจนเห็นอาการได้ชัด

น้องนนท์แอบอ้วก แต่หนีไม่พ้นสายตาบางคนเลยต้องเอายาช่วยให้คงสภาพ

ระยะทาง ระหว่างหมอก

จาก Dzongri ขึ้นๆ ลงๆ ผ่านทุ่งหญ้ากว้างๆ จนเห็นแม่น้ำยาวๆ เบื้องล่าง เห็น Thansing ลานกางเต็นท์จุดหมายของวันนี้อยู่ใกล้ๆ พลังเริ่มหมดตอนดิ่งลงแม่น้ำ มีดงกุหลาบพันปีสองข้างทางลงให้ชื่นชมพอหายเหนื่อย แวะพักที่ Kokcharang เติมน้ำ ถ่ายรูป ดอกไม้สีม่วงชูช่ออยู่ริมน้ำ เหมือนเราเจอสวรรค์ที่ตรงนั้น หารู้ไม่ว่านรกรออยู่แค่ข้ามสะพานไปอีกฝั่ง

แสงแดดหาย รอบตัวขาวโพลนด้วยหมอกหนาว ระยะห่างระหว่างกลุ่มเริ่มทิ้งช่วงมากขึ้น โบ เด่นและเอ็มรั้งท้าย

ในภาวะที่เกือบทุกคนแบตเตอรี่อ่อนแรง ชาร้อนๆ จากกามาทันเวลาให้เพิ่มพลัง อิทธิโรยแรง ยุทธก็ไม่ต่าง เกือบทุกคนสภาพไม่ต่างกัน tea break หลอกเราว่าใกล้ถึงจุดหมาย จาดจุดนั้นไป Thansing เราต้องเดินอีกเกือบสองกิโลเมตร

เรารักกันแบบนี้

เช้าวันก่อนขึ้น Giecha La อากาศสดใส เขาหิมะทะมึนเสียดยอดในฟ้าคราม หน้าผาอีกด้านถูกแต้มด้วยต้นไม้สีเขียวคลุมยอดอีกชั้นด้วยกุหลาบชมพูเต็มทิวเขา อากาศยังเย็น แสงแดดอุ่นช่วยให้เราคลายหนาวบ้าง วันนี้ทุกคนเหมือนได้รับการชาร์จแบตเพิ่ม หลังจากที่หนักหน่วงมาเมื่อวาน เด่นยังดูเพลียๆ แตะอาหารเช้าไปแค่แมวดม

ธรรมชาติตรงหน้าส่งสัญญาณให้เราเห็นการเริ่มต้นวันที่ดี ไม่มีแววหรือลางสังหรณ์ใดให้หวั่นใจ ทุกคนคงคิดเหมือนกันว่า อีกแค่คืนเดียว เราจะได้กลับบ้านและอีกแค่สองชั่วโมงเราจะถึงแคมป์สุดท้ายก่อนยอด

เสียงพูดคุย หัวเราะ ระหว่างทางเริ่มกลับมาบ้าง เด่นกับเอ็มรั้งท้ายเหมือนเมื่อวาน

ผมมั่นใจว่าทุกคนทำได้ ถ้าไม่มีเหตุการณ์บางอย่างที่เราไม่มีวันลืมตรงนั้น

เนินเล็กๆ มีก้อนหินให้เราได้พอหลบลม เรารวมตัวที่นี่ นั่งรอเอ็มกับเด่น

ซันดีปเรียกผมไปคุยหลังจากที่ทุกคนเดินมาทันสักแปบ ใจไม่ค่อยดี มองหน้ากัน ผมยิ้มกลบเกลื่อนเดินตามไปพร้อมปลอบตัวเองว่าคงไม่เป็นอย่างที่คิด

ผมทรุดตัวลงนั่งข้างๆ ซันดีป รู้สึกเคว้งคว้างแปลกๆ แม้ถอยห่างออกมาจากกลุ่มไม่เกินร้อยเมตร ยิ้มรับความจริง พนักหน้าบอกว่าพร้อม

“ตอนนี้เพื่อนของคุณ 2 คนที่อาการน่าเป็นห่วง

คนแรกยังไหวอยู่ แต่ต้องรอดูอาการวันนี้”

ซันดีปเว้นช่วง ผมเงยหน้าจ้องตารอคำตอบ

“ส่วนคนที่สอง เราให้ไปต่อไม่ได้”

“ให้ไปต่อได้ไหมจบที่แคมป์ไม่ต้องเดินต่อ”

ผมต่อรอง

“ไม่ได้”

ผมนิ่งไม่พูดต่อ จุก คิดไม่ออกว่าจะพูดกับเด่นว่าไง จ้องหน้าซันดีป ก้มหน้าฟังอธิบายต่อ

“เพื่อนไอมาก เมื่อระดับความสูงเพิ่ม อากาศเบาบางและเย็นมาก จะยิ่งเป็นปัญหากับระบบหายใจ ถ้าให้ฝืนไป การเคลื่อนย้ายในกรณีฉุกเฉินจากที่ไกลจะยิ่งลำบาก”

ซันดีปมองผมอีกครั้ง เข้าใจความรู้สึกของคนที่กำลังจะถูกตัดทอนความฝัน

ผมยิ่งไม่ต่างกัน เดินช้าๆ ไปหาเพื่อน ยิ้มฝืน เรียกรวมกลุ่ม เด่นยังนั่งอยู่

“เด่นไปต่อไม่ได้แล้ว” พูดลอดลำคอมาได้แค่นี้ ได้ยินคนที่กล่าวถึงปล่อยโฮ สะอื้นแรง ทุกอย่างถูกสะกดให้อยู่กับที่ ต่างคนต่างหันหน้าไปทางอื่น นิ่งงัน น้ำตาเอ่อ อยากให้เพื่อนร่วมทางจนจบ แต่ความปลอดภัยสำคัญกว่า เราได้แค่บีบบ่าเพื่อนเบาๆ ให้กำลังใจ แยกย้ายเดินต่อ เงียบงัน

เด่นกลับทางเดิมกับไกด์อีกคน เราไปข้างหน้า ลืมแม้กระทั่งจะถ่ายรูปรวมก่อนแยก

อากาศตอนบ่ายสดใสตรงข้ามกับความรู้สึกหมองเศร้าเหลือเกิน

ถึงจุดกางเต็นท์อากาศเย็นลงจริงๆ หลังจากข้าวเที่ยง เราปล่อยให้ช่วงบ่ายผ่านไปด้วยการนอนเล่น เพราะขี้เกียจฟาดฟันกับความเย็นนอกเต็นท์

“พรุ่งนี้ตี 1 เราต้องพร้อมออกเดิน เพื่อให้ทันพระอาทิตย์ขึ้นที่ Goecha La”

ซันดีปนัดแนะแบบนั้น

เวลานัดตี 1 นั่นหมายความว่าเราต้องตื่นก่อน

คืนนั้นผมนอนอยู่กับเสียงหัวใจที่เต้นดัง ห้ามความตื่นเต้นกับเรื่องพรุ่งนี้ไม่ได้

เดินดึกยันค่ำ

เที่ยงคืนนาฬิกาทำหน้าที่ปลุกเจ้าของ ผมงัดตัวจากถุงนอน ลองจอนสองชั้นทับด้วยเสื้อแจ็คเก็ต กับกางเกงกันลมอีกชั้น ทิ้งนาฬิกาไว้บนหลังคาเต็นท์ หิ้วกล้องปีนก้อนหินหน้าลานกางเต็นท์ พระจันทร์เพิ่งลาขอบฟ้า ปล่อยให้ดวงดาวส่องแสงเต็มที่ ทางช้างเผือกพาดผ่านยอดเขาหิมะทะมึน ความงามตรงหน้าทำให้ผมลืมความหนาวไปชั่วครู่ กดชัตเตอร์กันจนนิ้วเหน็บ

เดินกลับไปเจอเพื่อนที่เต็นท์ ชาเริ่มเสิร์ฟ เก็บนาฬิกากลับส่องไฟดู 0 องศาไม่ผิดเพี้ยน เผื่อใจไว้ที่สูงกว่าที่กำลังจะไป ยังไงๆ ต้องต่ำกว่าศูนย์ เช้านี้ทุกคนสดชื่นแม้ต้องตื่นดึก เหมือนมีพลังพิเศษบางอย่าง

เราเริ่มเดินตามเวลา แบ่งกลุ่มย่อยตามความเร็ว เท้า กลุ่มแรกหลายคนหน่อย กลุ่มต่อไปจำนวนน้อยไปอีก เดินไปเรื่อยๆ มีแสงไฟสว่างให้เห็นตำแหน่งเพื่อนร่วมทาง ผมก้มหนน้าก้มตาเดิน มีสามธิกับการหายใจของตัวเอง เข้าออก ช้าๆ ยาวๆ จนแทบไม่ได้มองอะไรเลย นอกจากแสงไฟฉายนำทาง

เราหยุดเดินตอนถึงทะเลสาบ ภาพเงาสะท้อนในน้ำของยอดเขาหิมะกับดวงดาวเต็มฟ้าตรึงตายิ่งนัก ซันดีปบอกให้เราดับไฟ ก่อนออกเดินต่อ เพราะกลัวจะรบกวนเจ้าแย็คป่าที่นอนอยู่แถวนั้น

กลุ่มแรกถึงจุดหมายก่อนฟ้าสาง อากาศไม่เป็นใจ หมอกหนา สีทองไม่ทาบทับยอด Kangchenddzonga

เรานั่งรอโบกมือให้คนที่เหลือที่โผล่พ้นกองหินขึ้นมาทีละคนๆ

โบเดินขึ้นมาท้ายสุด เสียงปรบมือยินดีทั่งทางฝั่งกลุ่มเราและเพื่อนร่วมทางกลุ่มอื่นกึกก้อง Giecha la น้ำตาแห่งความตื้นตันพังทำนบปล่อยโฮ ห้ามไม่ได้แม้กระทั่งพวกเรากันเอง

การถึงจุดหมายคือเรื่องยิ่งใหญ่สำหรับทุกคน คุณค่าอาจจะต่างกัน สำหรับโบดูสำคัญกว่าคนอื่น ตรงที่การได้มาถึงเส้นชัยนี้ต้องแลกกับการฝึกฝนอย่างหนัก ร่างกายไม่ค่อยเอื้อแต่ใจต้องแกร่งกว่าเป็นร้อยเป็นพันเท่า

ซันดีปขอตัวไปดูเด่นแคมป์ล่างก่อน เดี๋ยวจะรอเจอเราขาเดินกลับ

สำหรับผม เมื่อเดินมาถึงตรงนี้แล้ว รู้สึกโล่ง ความเหนื่อยหาย ทางกลับแค่จิ๊บจ๊อย เหมือนต้องเดินแบกหินหิมาลัยไว้บนบ่า แล้วทิ้งไว้ข้างหลัง คำว่าจะได้กลับบ้านเพิ่มพลังให้แข็งแรงขึ้น

ขากลับเราได้เห็นความยิ่งใหญ่ของขุนเขา ความชันของทางเดิน ความสวยงามของวิวสะท้อนน้ำในทะเลสาบ Samiti ความดุของแย็คป่าที่ทำไมต้องปิดไฟทุกดวงตอนเดินผ่านเมื่อขาขึ้น

เราหยุดที่แคมป์แค่ทานข้าว เก็บของ ไปต่อ วันนี้จุดหมายที่นอนอยู่ที่ Kokchurang ใช้เท้านานที่สุดทั้งทริปเกือบ 13 ชม.

คืนนั้นเราไม่ต้องนอนเต็นท์ มีห้องแยกชายหญิง ผู้ชาย 12 คนนอนต่อหัวแถวตอนเรียงสองในห้องแคบๆ ได้ความอุ่นจากกันสู้ลมหนาวข้างนอก เหมือนจะสบายแต่ยัดกันยิ่งกว่าปลากระป๋อง

คืนแห่งการฉลอง

ด้วยสภาพจิตใจและอากาศทำให้เช้านี้สดใสขึ้น แค่คืนเดียวทริปก็จะจบ ฝักบัวน้ำอุ่น เตียงนอนนุ่มๆ เบียร์เบาๆ ที่สำคัญคือ บ้านที่รอเราอยู่ เร่งให้เราเดินได้เร็วขึ้น อากาศในป่ามีแค่หมอกหนาวให้เราเดินผ่าน บ่ายๆ เราถึง Tshokha แคมป์แรกที่เห็นเขาหิมะ โผล่พ้นทิวสน ขามา และเป็นแคมป์สุดท้ายของเส้นทาง Goecha La ขากลับ

ศิลารอเราอยู่ตรงหมู่บ้าน ชี้ให้ผมดูห้องที่เด่นนอนเมื่อคืน บอกว่าปลอดภัยแล้ว วันนี้ซันดีปกับไกด์อีกคนลงไปส่งด้านล่าง

ช่วงที่รอโบกับเอ็ม เมนูเทพกุ้งอบวุ้นเส้นก็มา ซันดีปเดินกลับมา ท่าทางเหนื่อย บอกแค่ว่าเด่นถึงหมู่บ้าน ปลอดภัยดี

เหมือนเดิม เราใช้เวลาส่วนใหญ่ในเต็นท์ วิ่งไล่ตามถ่ายนกบ้าง ไม่ต้องเดินปรับความสูง มีเวลา tea time เหมือนเดิม แป๊บเดียว ฟ้ามืด

สัญญาณอาหารพร้อม คืนนี้แสงสว่างมาจากแค่แสงเทียน ไม่มีไฟฉายเหมือนเคย แปลกใจนิดหน่อยตอนเดินผ่านประตูเข้าไป ยิ่งใกล้โต๊ะยิ่งเห็นอะไรไม่ธรรมดา มีเค้ก มีการตกแต่งอาหารเพิ่มพิเศษ ก่อนอาหารเริ่ม ทุกคนเฉลยให้รู้ว่านี่คือ ค่ำคืนของการฉลอง หลังจากที่เหน็ดเหนื่อยมาร่วมอาทิตย์ มันคือบรรยากาศซาบซึ้งแสนเรียบง่ายแต่กินใจ

หลังอิ่มหนำสำราญ เพลงเนปาล อินเดีย ไทย ถูกดวลกันไปมาเพลงต่อเพลง เอาจังหวะที่เต้นได้ นอกจากเพลงฮิตติดปาก ยังมีเพลงลอยกระทง และเพลงสิ้นคิดอื่นๆ เท่าที่นึกกันได้ตอนนั้น

คืนนั้นเราขาดแค่เด่น ในความสนุกเรามีเพื่อนเสมอ รูปถ่ายจากมือถือเป็นตัวแทนมาร่วมวงด้วย เนินที่แยกกัน เราตั้งชื่อให้แล้ว

เนินเด่นจาก หรือ Den Gone คือที่ตรงนั้นที่เราแยกกัน และเสียนำ้ตาให้กัน เราช่วยกันเรียกอย่างนั้น

จบด้วยความจริงที่เฉลย

“พวกคุณเดินมาหรือบินมา”

ประโยคแรกที่ซันดีปทัก เมื่อเจอเราที่บ้าน ใช่ครับทุกคนงัดเอาพลังที่เหลืออยู่ เดินเร็ว วิ่งบ้าง กระโดดบ้าง เพียงแค่คำว่าใกล้ถึง

อิทคนเดียวที่เดินมากับซันดีปตอนครึ่งทางสุดท้ายด้วยความหวังว่าทุกคนจะรอกันตรง

แคมป์แรกขาขึ้น แต่ไม่เจอใครและนั่นคงเป็นที่มาของประโยคแรก

“ผมนึกว่าจะตายอยู่บนนั้น คืนที่แยกจากทุกคน นอนคนเดียวกับเทียนหนึ่งเล่ม ได้ยินเสียงหัวใจเต้นโคตรดังอย่างกับถุงก๊อบแก๊บ ผมเลยบอกไกด์ว่าไม่ไหวต้องกลับให้เร็วที่สุด กลัวก็กลัว รุ่งเช้าซันดีปลงมา พาเดิน ใส่สายออกซิเจน ดันหลังตลอดเวลาได้ยินแค่ move on ซ้ำๆ”

ฟังจากเด่นเล่า คำว่าปลอดภัยแล้วจากคนที่ส่งข่าวเมื่อเรายังเดินอยู่ อาจจะเป็นแค่คำปลอบใจที่ไม่ให้เพื่อนกังวล ถ้าตัดภาพกลับไปที่คนป่วย มันคือไคลแมกซ์ของหนังเรื่องหนึ่งเลย

เราตัดสินใจถูก ไม่ดื้อ ยิ่งเมื่อรู้ความจริงคืนสุดท้ายว่า ซันดีปคือเจ้าของบริษัทด้วย ยิ่งไม่สงสัยในความเป็นมืออาชีพที่ทุกคนรู้สึกได้ตลอดเวลาบนเขา

การพยายามเดินให้ถึงเพื่อฝันกับการพยายามเดินกลับเพื่อรักษาชีวิต ทั้งนั้นคือเหตุการณ์ต้องเสียน้ำตามากพอกัน ด้วยความรู้สึกคนละขั้ว

Goechala La กระซิบบอกมาแค่นั้น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *